2005/May/10

อาการ หรือ สัญญาณอันตรายของผู้ที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย

- มีความคิดอยาก ฆ่าตัวตาย ต่อเนื่อง 2 อาทิตย์ขึ้นไป

- มีอาการเตือนคนข้างเคียง

- มีความคิด ไม่อยากอยู่เพราะทรมาน

..

ผลกระทบจากการฆ่าตัวตาย

- สูญเสียทรัพยากรบุคคล และเศรษฐกิจของประเทศ

- สุขภาพจิตของคนใกล้ชิด เพราะอาจเป็นเสมือน ตราบาปในใจของผู้ใกล้ชิดไปตลอดชีวิต

- เป็นเครื่องบ่งชี้สภาพของสังคม โดยเฉพาะสภาวะความผูกพันของคนในสังคม

..

สถิติการฆ่าตัวตาย

ประเทศที่มีการฆ่าตัวตายสูงสุด คืออันดับ 1 ได้แก่ ประเทศฮังการี

โดยมีอัตราการฆ่าตัวตายของประชากร คือ 38.6 : 100,000 คน

รองลงมาคือ ประเทศศรีลังกา

ส่วนประเทศไทย อันดับที่ 26

โดยมีอัตราการฆ่าตัวตายของประชากรคือ ประมาณ 9 : 100,000 คน

โดยประชากรที่ฆ่าตัวตายในปัจจุบัน อายุ 15 - 24 ปี มี มากขึ้น

จังหวัดที่มีการฆ่าตัวตายสูงสุดในไทย

เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย ระยอง จันทบุรี

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
"มีอาการเตือนคนข้างเคียง" นี่หมายถึงอาการอะไรหรอคับ แบบว่ายังงงๆ อะ
หรือเราต๊องเองหว่า
#1  by  P.S. At 2005-05-10 22:29, 
ตอนแรกนึกว่า ญี่ปุ่นจะเยอะซะอีก..
แต่มาคิดดูอีกที ช่วงนี้ที่ดูข่าวของที่นู่นจะเป็นข่าวแบบฆาตกรรมซะเยอะ....

บนโลกยังมีอะไรให้ค้นหา ถึงแม้มันจะโหดร้ายก็เหอะ.. เข้มแข็งกันไว้ดีกว่า
#2  by  sickyป่วยไม่มีชิ้นดี At 2005-05-11 08:53, 
เป็นข้อมูลที่น่าสนใจ
#3  by  blackholesun At 2005-05-12 07:44, 
เชียงใหม่ .. นึกว่า กทม. ซะอีก หุหุ

แล้วพวกที่ฆ่าตัวตาย แต่ไม่ตายเนี่ย
เอามาทำเป็นสถิติด้วยป่าว ..

กุจะสงสัยอะไรนักหนา
#4  by  mello_tedz At 2005-05-17 13:48, 
ฆ่าตัวตาย เหรอ จริงๆแล้วต้องเรียกว่า
การปิดสมุดบันทึกชีวิตด้วยตัวเองมากกว่า
จบอย่างสาแก่ใจ ยอดเยี่ยม

ชอบบล็อคท่านมากมายเลยเน้ะ*โค้ง
#5  by  F o i l : NT : V i o l a At 2005-05-17 21:41, 
มันมีผลกระทบด้วยอะ ก็คงจะกระทบคนอื่นแต่ไม่กระทบคนตายอะนะ
#6  by  Gratai...Ka!!! At 2005-07-02 19:39, 
งั้นผมก็เข้ากลุ่มเสี่ยงแล้วสิ สัญญาณเสี่ยงครบเลย
#7  by  609 At 2005-07-10 16:27, 
หาเพื่อนที่อยากตายคับ แอดมาเลย fortoon25@hotmail.com
#8  by  การ์ตูน (58.11.72.117) At 2005-07-25 20:34, 
อืม... ตอนแรกผมก็คิดว่า
เป็นญี่ปุ่นเหมือนกันนะเนี่ย

แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นฆ่าคน
อื่นตายไปซะส่วนใหญ่...

ผมชอบ... การฆ่าตัวตาย
หมายถึงข้อมูล น่าศึกษา
ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ
จะติดตามอ่านต่อไปนะ...

แต่ถึงอย่างไร ผมไม่นิยม
สนับสนุน การฆ่าตัวตาย
การที่จะมีความกล้าในการ
จบชีวิตของตนเองนั้นมันเป็น
ความขลาดที่จะอดทนมากกว่า

แต่ถ้าอยากตาย... เพราะได้
บรรลุทุกสิ่งที่ต้องการแล้ว...
จะถือว่าเป็นความขลาดมั้ย ?
ผมก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่นัก...
#9  by  หมาบ้าในคืนเหงา. At 2005-08-06 14:20, 
แย่แล้ว เราอยู่จังหวัดที่มีการฆ่าตัวตายสูงซะด้วย

เอ...แล้วเราต้องฆ่าบ้างไหมเนี่ย
#10  by  เบน At 2005-08-31 10:17, 
บล๊อกสวย+ชอบเรื่องที่เขียน จังเลยครับ

ขอแอด fav.เลยนะ

เราเคยมีอาการครบด้วยอ่ะ แต่มันหายไปแล้ว
#11  by  deathm'an At 2005-09-10 18:52, 
กลุ่มความเสี่ยงสูงหรือเนี่ย..
#12  by  PaTrip At 2005-09-13 15:25, 
ทำไม เชียงใหม่ เยอะอ่า เหอะๆ

ประเทศไทย26

และกำัลังจะไต่ลำดับขึ้น
#13  by  Ae?yO (58.8.255.36) At 2005-09-13 16:32, 
แล้วญี่ปุ่นอันดับที่เท่าไหร่เหรอครับ
#14  by  nighty At 2005-10-08 00:45, 
เชียงใหม่ บ้านเรานี่หว่าเนอะ แต่...

แค่เคยคิด

เห็นคนอื่นทำละเห็นคนข้างหลัง

มัน....
#15  by  vivi At 2005-11-06 03:26, 
ผมเองก็เคยเหมือนกัน อยากจะหลับไปซักพัก ซักปี สองปี หรืออาจนานกว่านั้น แค่หลับไปนะ ไม่ได้หมายความว่าจะตาย บางทีผมเองก็เบื่อโลก ไม่อยากอยู่เหมือนกันหละ แต่ ผมยังคงมีความสงสัยอยู่ว่า พรุ่งนี้ มันจะเป็นยังไงกันนะ ผมเองยังสงสัยอยู่ว่าคนที่อยากจะตาย หรือตาย ตามคำแนะนำ หรือไปดูตามเว็บไซต์แนะนำการฆ่าตัวตายมา เขาคิดยังไง ถ้าคุณมีลิงค์หรือ Msn ติดต่อผมกลับด้วย Shadowflame@spymail.com ผมอยากรู้หน่ะครับ ว่าอะไร ในโลกไซเบอร์ มันเป็นเหตุจูงใจในการฆ่าตัวตาย นอกไซเบอร์ผมไม่สงสัย แต่ในนี้ ผมอยากรู้
#16  by  Shadowflame (61.19.153.66 /192.168.0.84) At 2005-11-22 13:11, 
ฆ่าตัวตายนั้นไม่ตายเปล่า ได้บาปติดไปด้วย เลยต้องเกิดใหม่ ชีวิตจาย่ำแย่กว่าเดิม เพราะมีกรรมมากขึ้น (บาปของการฆ่าตัวตายแรงเท่าฆ่าคนอื่นตาย) ถ้าอยากจบสิ้นชีวิต ต้องทำความดี บรรลุนิพพาน จาได้ไม่ต้องมาเกิดและใช้ชีวิตในสังสารวัฎอีก
ตายแว้วไปไหนง่า
ชอบจัง Add ไปเยยดีก่า
#18  by   At 2006-04-21 11:40, 
123
#19  by  ... (61.7.160.179) At 2006-07-18 16:11, 
#20  by  คน (124.157.232.42 /192.168.2.156) At 2006-08-01 12:15, 
ตายกันหั้ยหมด
#21  by  ซูซาน (124.157.232.42 /192.168.2.156) At 2006-08-01 12:16, 
อยากรู้ผลกระทบของการฆ่าตัวตาย ทางด้านจริยธรรม ช่วยตอบหน่อยน๊ะคะ(ขอบคุณคะ)
#22  by  อยากรู้ (202.151.43.70) At 2006-08-30 14:03, 
เราเป็น บรรณาธิการนิตยสารวัยรุ่นเล่มหนึ่ง เราสนใจแนวคิดคุณ แต่ไม่รู้จะติดต่อคุณได้ยังไง กรุณาติดต่อกลับ 086-3171969 ด้วยนะคะ ด่วนคะ
#23  by  ปนิธิตา (58.9.142.98) At 2007-01-18 01:11, 
ข้อมูลเอาจากไหนขอให้อ้างด้วยครับ
เพราะเหมือนกับไปลอกเขามาเลย
#24  by  aet (124.120.148.73) At 2007-01-23 12:58, 
ตามอ่านบล็อกคุณมานานละ
รู้สึกว่าผมจะชอบบล็อกคุณมากเลยเพราะ ช่วงนี้ทำงานศิลปะเกี่ยวกับความตายบ่อยๆจนไปเจอเวปคุณในตอนที่หาข้อมูลพอดี
กับเคยคิดฆ่าตัวตายมาหลายครั้งแล้วล่ะ(แต่ก็ไม่กล้า)
ขอแอดบล็อคนะคับ
อยากฆ่าตัวตายเหมือนกันอาจจะเป็นเหตุผลของคนโง่ๆ ที่ถูกแฟนทอดทิ้ง แฟนเป็นคนพูดออกจากปากแท้ว่าไม่มีวันทำให้เราเจ็บไม่มีวันทอดทิ้งเราไม่ว่าจะเจอคนที่ดีกว่าเรา แต่เค้าก็ทำตามสัญญาไม่ได้ เค้าทิ้งเราไปแล้ว
#26  by  วริษา จักรผัน (203.172.55.174) At 2007-03-24 09:52, 
เราเป็นคนนึงที่เคยพยายามฆ่าตัวตาย(แต่ไม่ตาย ได้แต่เกือบตาย)
หลายครั้งที่เรารู้สึกว่างปล่าว...เหมือนสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างแล้วในโลกนี้
มันว่างปล่าว...ไปหมด
เหมือนจะเศร้าแต่ไม่เศร้า...
มันคงเป็นอาการที่โหยหาความสงบ ความสุข และการหยุด
รู้สึกเหมือนอยากจะหยุดทุกสิ่งทุกอย่าง
สมองว่างปล่าวโล่ง..ไปหมด...
ตอนนี้เราก้อยังคิดที่จะตายอยู่เรื่อยๆ
ถึงจะปรึกษาแพทย์แค่ไหน ก้อรู้สึกว่ามันไม่มีประโยชน์เลย...
ตอนนี้ ได้แต่หลอกตัวเองว่ากำลังมีความสุข เพราะไม่อยากทำให้คนรอบข้างเป็นห่วงน่ะ
ยินดีที่ได้รู้จักคับ...^_^
#27  by  kurokawa MakiO (202.129.23.148 /202.129.23.148, 202.129.23.148) At 2007-04-11 23:09, 
เราว่าการตายไม่ช่ายทางออกที่ดีหรอกนะชีวิตยังมีค่ากว่าที่เราคิด
#28  by  ::ระเบียงอารมณ์:: At 2007-05-13 21:21, 
เราก้อยากตาย
#29  by   (58.8.94.239) At 2007-10-05 22:12, 
เราก้อยากตาย
#30  by  ... (58.8.94.239) At 2007-10-05 22:14, 
เคยอ่านในหนังสือหลุมดำน่ะ มีประโยคหนึ่งกินใจมากเลย
ว่า อย่าเอาความทุกข์ในหัวใจของเราไปวัดความทุกข์ในหัวใจของคนอื่นมันวัดไม่ได้
#31  by  SoRRoW (125.27.190.208) At 2007-10-05 23:23, 
รู้สึกว่าเป็นภาระของคนใกล้ชิด เคยคิดฆ่าตัวตายมาหลายทีแล้ว ผิดหวังทุกเรื่อง แม่ลำเอียงออกเห็นชัดแต่แม่ไม่ยอมรับ ถ้าตายไปเค้าก็หมดภาระ












#32  by  เครียดอยากตาย (124.157.217.241) At 2007-11-16 14:00, 
พระพุทธศาสนา

ศาสนาพุทธ เกิดจากความกลัวแก่ กลัวเจ็บ กลัวตาย และต้องการหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ต้องการเข้าถึงสุขแท้สุขถาวร ที่ไม่ต้องกลับมาทุกข์อีก (1)

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะมีพระชนมายุ ๒๙ พรรษาพระองค์เสด็จออกประพาสอุทยาน ขณะที่กำลังเพลิดเพลินอยู่นั้น พระองค์ได้พบกับสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตนั่นคือ คนแก่ คนเจ็บและคนตาย ทำให้พระองค์ทรงหวั่นวิตกว่า “อีกไม่นานเราเองก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายอย่างนี้เหมือนกัน ทำอย่างไรหนอ เราจะรอดพ้นจากสิ่งเหล่านี้ได้? เมื่อมีร้อนก็มีหนาวแก้ เมื่อมีมืดก็มีสว่างแก้ เมื่อมีความแก่ความเจ็บและความตาย ก็ต้องมีวิธีแก้อย่างแน่นอน เราจะหาวิธีการนั้นให้พบให้จงได้” จากนั้นพระองค์จึงตัดสินพระทัยทิ้งราชสมบัติ ทิ้งกองเงินกองทองออกจากพระราชวังไปนั่งให้ยุงกัดอยู่กลางป่า(2)


พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร?

พระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งกฎธรรมชาติว่า สัตว์ทุกชีวิตเคยเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน(3) ผู้ที่ไม่เคยเกิดเป็นพ่อแม่กันมาก่อนหาได้ยาก(4) บางชาติเกิดเป็นเทวดา บางชาติเป็นมนุษย์ บางชาติเป็นสัตว์เดรัจฉาน บางชาติเกิดเป็นเปรต/อสุรกาย บางชาติต้องตกนรก ต้องเวียนว่ายตาย-เกิดอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ตามอำนาจบุญและบาปที่ตนเองได้ทำไว้ เหตุการณ์ทุกอย่างที่เราประสบอยู่ทุกวันนี้ไม่มีคำว่าโชคหรือบังเอิญ ทุกอย่างเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำของเราในอดีตทั้งสิ้น(5)

เมื่อเรายังต้องเกิดอีก สิ่งที่จะตามมาด้วย คือ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความทุกข์กายทุกข์ใจ ดั่งพระจาลาภิกษุณีกล่าวว่า “ ความตายย่อมมีแก่ผู้ที่เกิดมาแล้ว ผู้ที่เกิดมาแล้วย่อมประสบทุกข์ เพราะเหตุนี้แลเราจึงไม่ชอบความ เกิด”(6)
ฉะนั้น วิธีที่จะรอดพ้นจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความทุกข์ทั้ง ปวงได้ ก็มีอยู่เพียงวิธีเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ“การไม่เกิดอีก” เพราะเมื่อไม่เกิดอีก เราก็ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย และไม่ต้องทุกข์อีกต่อไป(7)


จุดมุ่งหมายพระพุทธศาสนา

เป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา คือ เจริญวิปัสสนาภาวนาจนบรรลุเข้าสู่ มรรค ผล นิพพาน ตัดกระแสธรรมชาติให้ขาดสะบั้นลงได้อย่างเด็ดขาดสิ้นเชิง กำจัดสาเหตุที่ก่อให้เกิดการถือกำเนิดในภพใหม่(8) สิ่งที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายต้องเกิดอีกไม่มีที่สิ้นสุดก็คือความต้องการของสรรพสัตว์เองหรือที่เรียกว่า “กิเลสตัณหา”(9)
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า “ อานนท์ กรรมชื่อว่าเป็นไร่นา วิญญาณชื่อว่าเป็นพืช ตัณหาชื่อว่ายางเหนียวในเมล็ดพืช วิญญานดำรงอยู่ได้ เพราะธาตุหยาบของสัตว์ มีความหลงไม่รู้ความจริงเป็นเครื่องปิดกั้น มีตัณหา เป็นเชื้อเครื่องผูกเหนี่ยวใจไว้ การเกิดใหม่จึงมีต่อไปอีก(10) ตัณหาทำให้สัตว์ต้องเกิดอีก จิตของสัตว์ย่อมแล่นไป สัตว์ที่ยังต้องเวียนว่ายในสังสารวัฏฏ์ย่อมไม่อาจ หลุดพ้นจากทุกไปได้”(11)

เมื่อมนุษย์เจริญวิปัสสนาจนเกิดมรรคจิตครบ ๔ ครั้ง ก็จะกำจัดกิเลสตัณหา ในจิตของตนเองให้หมดสิ้นไปได้อย่างสิ้นเชิง(12) เขาจะไม่ต้องเกิดใหม่อีกต่อไป เปรียบเหมือนเมล็ดพันธุ์มะม่วงที่มียางเหนียวอยู่ภายใน ถ้านำไปปลูกจะงอกเป็น ต้นมะม่วงได้อีก แต่ถ้านำไปต้มกำจัดยางเหนียวให้หมดไป จากนั้นนำไปปลูกโดย วิธีใดก็ตามจะไม่งอกอีกแล้ว กิเลสตัณหาในดวงจิตของเราก็เช่นกัน
แต่ถ้าหากไม่สามารถทำมรรคจิตให้เกิดครบ ๔ ครั้งได้ แม้เกิดเพียงครั้งเดียวก็จัดว่าเข้าสู่กระแสแล้ว(โสดาบัน) ก็ไม่ต้องตกนรก/ทุกข์ในอบายอีกต่อไป และจะบรรลุอรหันต์ได้เองโดยอัตโนมัติภายในระยะเวลาไม่เกิน ๗ ชาติ(13)

กรรมฐาน
กรรมฐาน เป็นศาสตร์หนึ่งที่มีอยู่ในจักรวาลเหมือนกับวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ต่างกันแต่ศาสตร์นี้ต้องศึกษาวิจัยในห้องแลปร์คือจิตล้วน ๆ และ มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ความหลุดพ้นจากทุกทั้งปวง ศาสตร์นี้เป็นกลไกที่มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่ยากที่มนุษย์จะเข้าถึงได้ สิ่งที่สามารถเข้าถึงและแทงตลอดกฏเกณฑนี้ได้มีเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือจิตที่ทรงพลานุภาพ ตามธรรมดาแล้วมนุษย์ล้วนมีจิตกันทุกคน แต่จิตธรรมดาจะกลายเป็นจิตที่ทรงพลานุภาพได้นั้นต้องอาศัยการบ่มเพาะเป็นเวลานาน คัมภีร์อรรถกถาบอกว่า ต้องใช้เวลานานถึง ๔ อสงไขยกับแสนกัปเลยทีเดียว(14) ด้วยเหตุนี้ นาน ๆ จึงจะมีดวงจิตที่ทรงพลานุภาพมาปฏิสนธิสักครั้งหนึ่ง โลกใบนี้อุบัติขึ้นประมาณ ๔,๕๐๐ ล้านปีมาแล้ว ซึ่งเป็นเวลาที่ยาวนานมาก แต่ดวงจิตที่ทรงพลานุภาพมาปฏิสนธิแค่เพียง ๔ ครั้งเท่านั้น(15) ครั้งสุดท้ายมาปฏิสนธิ เมื่อ ๒๖๒๗ ปีก่อนนี้เอง ผู้นั้นเราเรียกกันว่า “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า”
เรื่องกรรมฐานนี้ มนุษย์ทั่วโลกได้พยายามค้นคว้าและเข้าถึงมานานแล้ว แต่เนื่องด้วยบารมีไม่เพียงพอจึงเข้าถึงได้เพียงครึ่งเดียว คนกลุ่มนั้นก็คือพวกฤษีและศาสดาต่าง ๆ พวกท่านสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ มีฤทธิ์เดชมากมาย แต่ก็ยังไม่สามารถกำจัดกิเลสในจิตตนเองให้หมดสิ้นไปได้(16) ยังมีความโลภ โกรธ เกลียดอยู่ ท่านเหล่านี้เข้าถึงได้เพียงแค่ระดับฌานสมาบัติเท่านั้น ยังไม่สามารถเข้าถึงวิปัสสนาปัญญา บรรลุมรรค ผล นิพพานได้(17)
สมถกรรมฐาน (18) คือ การกำหนดจิตอยู่กับสิ่งใด สิ่งหนึ่งที่เหมาะสม เช่น ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เป็นต้น(19) ใส่ใจแต่เฉพาะอาการเข้า อาการออกของลมหายใจเท่านั้น โดยไม่สนใจสิ่งอื่น แม้แต่ความคิดก็ไม่สนใจหายใจเข้า หายใจออกตามปกติธรรมด่า มีสติระลึกรู้อยู่ในขณะปัจจุบัน มีสติระลึกรู้อยู่อย่างนี้นับร้อยครั้ง พันครั้ง หมื่นครั้งจนจิตตั้งมั่น แนบแน่นอยู่ กับลมหายใจนิ่งเป็นสมาธิ แล้วกำหนดรู้อาการนิ่งสงบของจิต จนนิ่งเป็นอุเบกขา เมื่อถึงขั้นนี้จะน้อมจิตไปทำสิ่งใดก็จะสำเร็จได้ดั่งใจหมาย เช่น สามารถ กำหนด รู้ความคิดของคนอื่นได้เป็นต้น(20)
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช พระองค์ได้ไปศึกษาศาสตร์นี้จากสำนักฤษีต่างๆ ที่มีอยู่ในสมัยนั้นจนหมดความรู้อาจารย์ แต่เมื่อออกจากสมาธิ กิเลสตัณหาก็ยังมีอยู่เท่าเดิม ยังมีความกลัวความกังวลอยู่ พระองค์จึงตัดสินพระทัยศึกษาค้นคว้าหาวิธีดับทุกข์ด้วยพระ องค์เอง ด้วยการเจริญวิปัสสนา(21)

เมื่อเกิดวิปัสสนาปัญญญารู้แจ้งอยู่ไปตามลำดับครบ ๑๖ขั้นจะบรรลุ โสดาบัน เที่ยวที่ ๒ บรรลุสกทาคามี เที่ยวที่ ๓ บรรลุอนาคามี เที่ยวที่ ๔บรรลุพระอรหันต์เข้าถึงพระนิพพาน(22) ดับทุกข์ได้โดยสิ้นเชิงไม่ต้องเกิดใหม่อีกต่อไป เมื่อไม่ต้องเกิดอีกก็ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย และไม่ต้องทุกข์ กายทุกข์ใจอีกต่อไป การตายอีกครั้งหนึ่งซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย จึงเรียกว่าดับขันธปรินิพพาน ดับทั้งกายดับทั้งจิต ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

อ้างอิง..พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(เล่มที่ / หน้าที่)
1. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก. ๒๕/๔๗๖,๓๑/๔๐๐
2. ดูรายละเอียดใน ไตรปิฎก. ๑๐/๑-๑๐
3. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก. ๑๖/๒๒๓
4. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก๑๖/๒๒๗
5. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก๑๔/๓๕๐-๓๖๕
6. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก๑๕/๒๒๓
7. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก๑๙/๕๓๔
8. ดูรายละเอียดพระไตรปิฎก.๑๑/๒๒๒ ,อรรถกถาอังคุตตรนิกาย(บาลี)๑/๑๖๔
9. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก๑๕/๖๘
10. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๒๐/๓๐๑
11. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก๑๕/๗๐
12. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๓๑/๙๗
13. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๑๙/๕๔๔, ๑๔/๑๘๖, ๒๐/๓๑๕, ๒๕/๑๒
14. ดูรายละเอียด ในวิสุทฺธชนวิลาสินี(บาลี)๑/๑๒๐
15. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๓๓/๗๒๓
16. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๒๐/๓๘๐ , ๒๕/๒๙๒
17. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๑๓/๓๙๖,อรรถกถามัชฌิมนิกาย(บาลี) ๑/๑๙๙
18. ดูรายละเอียด ในวิสุทฺธิมรรค(บาลี)๑/๑๓๒-๑๔๙
19. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๑๒/๑๐๑
20. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๑๐/๑๔๒, ๒๒/๓๖
21. ดูรายละเอียดพระไตรปิฎก.๑๙/๔๖๑,อรรถกถาอังคุตตรนิกาย(บาลี)๑/๘๑๓๓
22. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๓๑/๑-๑๖,๒๕/๗๒๐

http://dungtrin.com/
http://www.nkgen.com/


#33  by  montasavi At 2007-11-24 20:47, 

<< Home